เปิดข้อเรียกร้องจากคนทำหนังไทย เร่งพาหนังไทยออกพ้นวิกฤตการณ์

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม


เครือข่ายคนทำหนังไทยจัดแถลงข่าว "ยื่นข้อเรียกร้อง เร่งพาหนังไทยออกพ้นวิกฤติการณ์" พร้อมเตรียมยื่นข้อเรียกร้องต่อสมาพันธ์ฯ ศุกร์นี้

วานนี้ (11 ม.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดงานแถลงข่าว "ยื่นข้อเรียกร้อง เร่งพาหนังไทยออกพ้นวิกฤตการณ์" โดยเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ โดยมีบุคคลสำคัญในวงการภาพยนตร์ไทยรวมงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับภาพยนตร์ From Bangkok to Mandalay ถึงคน...ไม่คิดถึง, กอล์ฟ ธัญญวารินทร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งทางเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์กล่าวถึงปัญหาที่วงการภาพยนตร์ไทยประสบอยู่ในขณะนี้ จนทำให้รายได้ของภาพยนตร์ไทยลดลงอย่างน่าใจหาย โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยมีสัดส่วนรายได้เพียง 13% เท่านั้น โดยโยงไปถึงระบบการดำเนินงานของโรงภาพยนตร์ในประเทศ ที่มักนำภาพยนตร์จากฮอลลีวูดเข้ามาฉาย จนพื้นที่ของภาพยนตร์ในประเทศเหลืออยู่น้อยมาก รวมถึงเรื่องข้อแต่งต่างของการแบ่งสัดส่วนรายได้ที่มีข้อแตกต่างระหว่างภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์ไทยด้วย

โดยทาง กอล์ฟ ธัญญวารินทร์ ได้กล่าวถึงข้อแตกต่างเรื่องรายได้นี้ได้น่าสนใจ ซึ่งเรื่องของการแบ่งรายได้ในปัจจุบัน โรงภาพยนตร์จะได้ส่วนแบ่งในอัตรา 55% ส่วนคนทำหนังได้ไป 45% นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมในการจัดฉายดิจิทัลกับหนังไทย แต่ทางโรงภาพยนตร์ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมนี้กับภาพยนตร์จากต่างประเทศ

และอีกหนึ่งความคิดเห็นที่น่าสนใจ จาก พัชร เอี่ยมตระกูล ตัวแทนจาก HAL ผู้จัดจำหน่ายอิสระ ซึ่งได้ตั้งคำถามกับสัดส่วนรายได้ ที่หารกันในอัตรา 55-45 จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2 จะกลายเป็น 60-40 หรือเจ้าของโรงหนัง 60 ส่วนคนทำหนังเหลือ 40 นอกจากนี้ยังมีค่าภาษีอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งนำมาเปรียบกับโรงหนังทางเลือก เช่น House RCA จะใช้วิธีหารครึ่งๆ ทั้งรายได้และค่าภาษี เรียกว่าวิน-วิน กันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเอาเปรียบใคร คำถามคือคนทำหนังควรจะได้การทำธุรกิจในแบบที่เท่าเทียมกันทุกโรงฉายหรือไม่

ซึ่งหลังจากการเสนา เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ได้แถลงการจุดยืน คือการส้รางความเข้มแข็งให้กับวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย พร้อมทั้งเตรียมยื่นข้อเสนอถึงสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค.นี้ต่อไป โดยในส่วนของข้อเรียกร้องที่ทางเครือข่ายฯ จะยื่นต่อสมาพันธ์ฯ มีดังนี้

ข้อ 1. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะเร่งด่วน

ข้อ 1.1 กำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ ในพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2541 มาตรา 9 (5) ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติไว้ว่า ออกประกาศกำหนดสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ตาม (1) บทของนิยามคำว่าโรงภาพยนตร์ ในมาตรา 4 แต่ที่ผ่านมา มาตราดังกล่าวนี้ได้ถูกละเลยปฏิบัติมาโดยตลอด เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จึงขอเรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ เพื่อสร้างสภาวะการณ์แข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรมต่อผู้สร้างทั้งหลาย โดยกำหนดให้โรงภาพยนตร์ทุกเครือในประเทศไทยต้องจัดสัดส่วนการฉายของภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20% ของจำนวนจอทั้งหมดของเครือนั้น (ยกตัวอย่างเช่น โรงภาพยนตร์เครือ A มีจอฉายทั้งหมด 100 จอ จะต้องจัดฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20 จอต่อเรื่อง ตลอดระยะเวลาการฉาย)

ข้อ 1.2 กำหนดจำนวนรอบและระยะเวลาการฉายในประเทศไทย เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพลกซ์ ต้องวางโปรแกรมฉายให้แก่ภาพยนตร์ไทยทุกเรื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อยที่สุดสองสัปดาห์เต็ม นับแต่วันที่เริ่มฉายภาพยนตร์ตามปกติ ไม่นับรวมระยะเวลาการทดลองฉาย หรือที่เรียกว่าระบบ Sneek Peek และในการฉายโปรแกรมปกตินั้นต้องให้รอบการฉายวันละห้ารอบเป็นอย่างน้อย ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ภาพยนตร์ไทยได้มีโอกาสสร้างรายได้ตอบแทนทันเวลา และได้มีเวลาบ่มเพาะกลุ่มผู้ชมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ข้อ 1.3 ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายดิจิตอลหรือ VPF และ/หรือ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการฉายภาพยนตร์ทั้งหมดของภาพยนตร์ทุกเรื่อง ค่า VPF เป็นค่าชดเชยการลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายที่โรงภาพยนตร์โยนภาระให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์มาเป็นเวลานาน ปัจจุบันได้เริ่มมีการยกเลิกการเก็บจากผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์จากต่างประเทศแล้ว แต่บริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระดับรองและภาพยนตร์ไทยกลับยังถูกเรียกเก็บอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สมควรเก็บในทุกกรณี เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์จึงเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพลซ์ยกเลิกการเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบฉายภาพยนตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะถูกเรียกด้วยชื่อใดจากผู้จัดจำหน่ายทุกรายและกับภาพยนตร์ทั้งหมดโดยทันที

ข้อ 1.4 แก้ไขระบบผูกขาดในระบบธุรกิจโรงภาพยนตร์ นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การบริหารในเครือใหญ่เพียงสองเครือแล้ว ไทยยังมีระบบ สายหนัง ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายในพื้นที่ภูมิภาคนอกกรุงเทพ และ ปริมณฑล ผลที่เกิดขึ้นคือ การที่โรงภาพยนตร์มีแต่ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกเข้าฉายด้วยทัศนะคติและมุมมองอันจำกัดของเจ้าของโรงและสายหนัง ผู้ชมถูกทำให้อยู่ในฐานะผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกอันหลากหลายอย่างแท้จริง ยังไม่นับรวมถึงการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น การกำหนดราคาบัตรของภาพยนตร์ที่สูงขึ้นทุกขณะ ราคาสินค้าอาหารที่สูงขึ้นทุกขณะ การจัดกิจกรรมเสริมของโรงภาพยนตร์ในลักษณะของการค้า เช่น การทำบัตรสมาชิก บัตรลดราคา ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้บริโภคไม่อาจรู้เท่าทัน สภาพการผูกขาดทั้งหมดนี้กำลังทำลายตลาดและวัฒนธรรมของการชมภาพยนตร์ของประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้ คณะกรรมการการแข่งขันการค้าผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้า พ.ศ. 2542 เข้ามากำกับดูแลให้การแข่งขันของธุรกิจภาพยนตร์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมทั้งระบบ เพื่อประโยชน์ของผู้สร้างและผู้ชมภาพยนตร์โดยตรง

ข้อ 2. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะต่อไป เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เรียกร้องให้สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติมีบทบาทอย่างจริงจัง ในการสร้างกลไกเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและผู้ชมภาพยนตร์ไทย ผ่านวิธีการและการดำเนินในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ อาทิเช่น การตั้งกองทุนส่งเสริมผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ที่มีเกณฑ์การพิจารณาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลงานภาพยนตร์ไทย ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด ขณะเดียวกันก็เกิดผู้ชมที่มีรสนิยมอันหลากหลาย มีจิตใจที่เปิดกว้าง สามารถเพาะบ่มวัฒนธรรมของการชมภาพยนตร์ของประเทศไทยได้อย่างแข็งแรง ทัดเทียมประเทศอื่นทั่วโลกอย่างแท้จริง

BUGABOO MOVIE

TAG : เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ | หนังไทย | โรงหนัง | ภาพยนตร์ |