เจาะประเด็น Special - จริงหรือ ค้าอสุจิ..อุ้มบุญข้ามประเทศ

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม

กลายเป็นข่าวครึกโครม หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากร จังหวัดหนองคาย ตรวจสอบพบ ชายต้องสงสัยถือกระเป๋าใบใหญ่ ด้านในมีถังไนโตรเจนบรรจุ คาดว่าเป็นอสุจิ 6 หลอด

ที่น่าตกใจคือ ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำมาแล้วกว่า 10 ครั้ง โดยได้รับการประสานจากชายคนหนึ่งให้ไปรับอสุจิจาก 4 คลินิกในกทม.เพื่อนำไปส่งให้กับคลินิกในฝั่ง สปป.ลาว

หากข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง ก็จะเข้าข่ายผิด พรบ.อุ้มบุญ ฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พศ.2558 

ทีมข่าวเจาะประเด็นสเปเชียล บุกลงพื้นที่คลินิกซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสถานพยาบาล ที่รับเก็บอสุจิล็อตนี้ พร้อมเจาะลึกข้อมูลจากจังหวัดหนองคาย

หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย เข้าตรวจค้นจับกุมนายนิธินนท์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี หลังเฝ้าจับตามองมานาน เพราะนายนิธินนท์ ถูกขึ้นชื่อแบล็กลิสต์ไว้ว่า มีพฤติกรรมต้องสงสัยอาจจะนำเข้า-ส่งออก สิ่งผิดกฎหมาย

เจ้าตัวเผยกับเจ้าหน้าที่ ยอมรับที่ผ่านมา เคยเข้า-ออก ผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำอสุจิแช่แข็งไปส่งประเทศกัมพูชา และเดินทางผ่านด่านพรมแดนที่ จ.หนองคาย เพื่อข้ามฝั่งนำอสุจิไปส่งยังประเทศสปป.ลาวหลายครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง 

2 เดือนก่อน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นนายนิธินนท์ ขณะที่กำลังขนถังในโตรเจนในกระเป๋าข้ามฝั่งจากประเทศลาว กลับเข้ามายังไทย แต่ครั้งนั้นพบเพียงถังเปล่า ไม่มีสิ่งผิดกฎหมายใดๆ จึงต้องปล่อยตัวไป กระทั่งล่าสุดถูกจับกุมพร้อมหลักฐานมัดตัว ซึ่งครั้งนี้นายนิธินนท์อ้างว่า ได้รับการติดต่อจากนายยู ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นให้ไปรับเชื้ออสุจิจากคลินิก 4 แห่งใน กทม.ให้นำไปส่งที่เวียงจันทร์ สปป.ลาวได้ค่าจ้าง 5,000 บาท

นายด่านยังเผยอีกว่า นายนิธินนท์ มีความชำนาญเรื่องเส้นทาง รอดพ้นการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่มาถึง 12 ครั้ง ทั้งทางด่านอรัญประเทศและ จ.หนองคาย แต่ละครั้งใช้เวลาเดินทางไป-กลับ เพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น โดยเลือกใช้รถสาธารณะ เพราะเจ้าหน้าที่จะสุ่มตรวจเพียงบางคันเท่านั้น กลายเป็นช่องโอกาสให้มีการลำเลียงขนย้ายสิ่งของผิดกฏหมายออกนอกประเทศ

รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ในหลอดที่พบเป็น ไข่ อสุจิ หรือ น้ำเชื้อที่มีการผสมแล้ว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พบว่ามีการขนย้ายน้ำเชื้อออกนอกประเทศ อาจจะมีการนำไปผสมเทียม "อุ้มบุญ" หรืออาจจะเป็นเชิงธุรกิจ ประเทศเพื่อนบ้านสั่งซื้ออสุจิไปเก็บไว้เพราะมีบุตรยาก ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ต้องบอกว่าในประเทศลาวยังไม่มีกฏหมายออกมาคุ้มครองจึงสามารถทำการอุ้มบุญ ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ล่าสุด พบข้อมูลเชิงลึกจากชาวบ้านในพื้นที่ ระบุ จริงแล้วในจังหวัดอุดรธานี มีคลินิคที่สามารถประกอบเวชกรรม ให้บริการกับผู้มีบุตรยากถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะเป็นสาขาจากคลินิกในกรุงเทพ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกรุงเทพเดินทางมาให้บริการที่นี่ ว่ากันว่าบางครั้งก็มีชาวลาวขับเบนซ์มาใช้บริการที่คลินิกแห่งนี้จำนวนไม่น้อย ตกราคาอยู่ที่ 500,000 บาท    

เหตุที่เกิดขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นการขนลำเลียงอสุจิของชาวจีนและชาวเวียดนาม ข้ามฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรอให้แพทย์เดินทางไปผสมเทียมให้กับผู้ที่ต้องการจะมีบุตร และเมื่อในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านการอุ้มบุญ ไม่ผิดกฎหมาย หลายฝ่ายจึงเร่งตรวจสอบ ว่าการตรวจพบอสุจิครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับการอุ้มบุญหรือไม่  

ผลจากการที่ผู้ต้องหาซัดทอดถึง  4  คลินิกชื่อดัง ในกทม.มีความเชื่อมโยงอาจเป็นต้นทาง  ของเชื้ออสุจิที่มีการขนย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านนำไปสู่ปฎิบัติการเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งพบว่าคลินิกทั้ง  4  แห่งเบื้องต้นพบว่ามีการขออนุญาตเปิดอย่างถูกกฎหมาย      

ตามข้อมูลที่ผู้ต้องหาได้กล่าวอ้างซัดทอดว่า 4 คลินิกชื่อดังในกรุงเทพฯมีส่วนพัวพันในการขนลำเลียงอสุจิครั้งนี้ วันนี้ทีมเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบคลินิกย่านเพลินจิต และราชดำริ ทั้ง 2 แห่ง เปิดดำเนินการถูกต้องตามกฏหมายได้มาตรฐาน และปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นตามที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง

รองอธิบดีกรม สบส.(กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) ชี้ แม้ล่าสุดผู้ต้องหาจะถูกปล่อยตัวไปแล้ว แต่หากพบกระทำความผิดจริง และเชื่อมโยงกับคลินิกใดก็สามารถดำเนินคดีเอาผิดย้อนหลังได้

ด้านนายแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ในฐานะผู้อำนวยการกองสุขภาพระหว่างประเทศ เผย อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลความชัดเจนจาก จ.หนองคาย ให้รู้แน่ว่า ของเหลวในถังไนโตรเจน เป็นไข่ อสุจิ หรือ ตัวอ่อน กันแน่ ส่วนการจะตรวจสอบแหล่งที่มานั้น ไม่ยาก สามารถนำไปเทียบเคียงกับทะเบียนปรัะวัติคนไข้หากพบว่าเป็น ไข่ อสุจิ หรือ ตัวอ่อนจริง จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ทันที หากมีการซื้อขาย นำเข้า หรือ ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือ ตัวอ่อน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นคนกลางนายหน้า หรือ ชี้ช่องทางให้มีการตั้งครรภ์แทน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และหากมีหลักฐานสาวไปถึงคลินิกใดคลินิกหนึ่งมีส่วนพัวพันในการนำส่งอสุจิ ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฏหมายทันที

ด้านคลินิกซูพีเรีย ซึ่งเป็นคลินิกที่ถูกนายนิธินนท์ กล่าวอ้างได้ออกมาชี้แจงว่า เปิดเป็นสถานพยาบาลให้บริการรักษาผู้ป่วยมีบุตรยาก ร่วมถึงการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อการป้องกันโรค มากว่า 10 ปี ยืนยัน มีใบอนุญาติถูกต้อง

กระแสข่าวที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าคนไข้ทั้ง 2 ราย ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจริงเรื่องภาวะการมีบุตรยาก และประสงค์จะเก็บเสปิร์มไว้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คลินิกเปิดให้บริการอยู่แล้ว โดยตัวคนไข้เอง ก็ได้กระทำถูกต้องตามกฏหมายทุกอย่างและทางคลินิก ยังย้ำ ถึงข้อห้ามให้คนไข้รับทราบว่า ห้ามนำเสปิร์มและไข่ออกนอกประเทศ แต่หลังจากนั้น คนไข้ทั้ง 2 ราย ได้ทำเรื่องขอย้ายเสปิร์มออกจากคลินิก พร้อมยื่นเอกสารประกอบ โดยมอบอำนาจให้ผู้ขนส่งเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อทุกอย่างถูกต้องทางคลินิกจึงนำเสปิร์มที่ฝากไว้ คืนให้กับคนไข้ตามความต้องการ

ส่วนคลินิกที่ จ.อุดรธานี เป็นสาขาย่อยของกรุงเทพ แต่ในการบริหารจัดการไม่เกี่ยวข้องกัน

ซึ่งหลังจากนี้ทางคลินิกก็จะมีการดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่นำชื่อของคลินิก ไปแอบอ้างทำให้เกิดความเสียหาย  

เบื้องต้น พบความผิดตามกฏหมายศุลกากร การขนย้ายอสุจิออกนอกประเทศ ต้องโทษจำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าของมูลค่าของหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหาได้เสียค่าปรับเป็นเงิน 200,000 บาท และปล่อยตัวไปแต่ห้ามออกนอกประเทศ

ถ้าพบมีการขนอสุจิ ข้ามประเทศจริง เข้าข่ายผิดกฎหมาย พรบ.อุ้มบุญฉบับใหม่ต้องรับโทษเพิ่ม

TAG : ย้ายอสุจิขนย้ายอสุจิหิ้วอสุจิข้ามประเทศค้าอสุจิ