รีวิวหนัง Dunkirk

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม

ถึงแม้ในเทรลเลอร์หนังจะมีประโยคที่บอกว่า You should be at home. คุณควรอยู่บ้านนั่นแหละดีแล้ว แต่บอกได้เลยว่างานนี้ถ้าใครยังอยู่บ้าน ไม่ก้าวขาออกมาควักสตางค์เพื่อดูเรื่องนี้ คือพลาดมากจ้า เพราะขึ้นชื่อป๋าโนแลนเค้าทุ่มไม่อั้น ทำออกมาได้ดีงามและสมบูรณ์แบบจริงๆ

ตอนแรกออกเทรลเลอร์มา การตัดภาะนำเสนออาจะดูเนือยๆ เอื่อยๆ บวกกับเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์คิดว่าคงจะน่าเบื่อน่าดู แต่ไปดูจริงๆ หนังเล่นเก็บฉากเด็ดๆ ไว้ให้ตื่นเต้นในโรงเพียบ เริ่มเปิดเรื่องมากเรียกความลุ้นระทึกได้อย่างมหาศาล ใช้ทั้งภาพ ทั้งเสียง ทำงานแทนบทพูดทั้งหมด ตัวนักแสดงก็แสดงผ่านสีหน้าแววตาได้ดีเหลือเกิน สื่อสารกับคนดูได้จับใจทีเดียวตั้งแต่วินาทีแรกเลย

เนื้อหาพล็อตเรื่องโดยรวมดูเหมือนจะง่ายๆ แต่ใส่ Gimmick ในการเล่าเรื่องได้ดีเว่อร์ เป็นการเล่าตัดไปตัดมาระหว่าง 3 เรื่องราว กับ 3 โมเม้นต์เวลาด้วยภาพและเสียงซะส่วนใหญ่ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นหนังเงียบเลย บทพูดค่อนข้างน้อย แต่พอปล่อยออกมาแต่ละประโยค แหม...คมคายระดับสิบค่ะคุณขา ทุกฉากทุกตอนทำได้ลงตัว ขยี้อารมณ์สุดๆ ทั้งดุดัน ดุเดือด ระทึก บีบหัวใจ ดูแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัยและเข้าใจภาวะหวาดผวาสงครามของตัวละคร เสมือนหลุดเข้าไปหนีระเบิดหนีลูกปืนในเรื่องด้วยซะนี่

ส่วนในเรื่องการถ่ายทำสมจริงขั้นสุด ดูดีมากในทุกองค์ประกอบ เก็บรายละเอียดในงานภาพสวย ดนตรีประกอบ (แต่มีแปลกๆ ในบางช่วง ที่ไม่ไปด้วยกันกับภาพบ้าง) และฟอร์มเล่าเรื่องชวนตื่นเต้นต่อเนื่องตั้งแต่วินาทีแรกยันวินาทีสุดท้าย ใช้ซีนอารมณ์เข้มข้นแทบทุกฉาก เกือบทำคนดูอย่างเราๆหัวใจจะวายได้เลยจ้า

หากจะติบ้างอะไรบ้าง ก็คงขัดใจตรงหนังมันสั้นแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาที ดูๆกำลังอินตามตกผลึกลงไปถึงขั้วหัวใจแท้ๆ แต่ก็ดันถูกหั่นอารมณ์จบลงซะแล้ว! เหลือทิ้งแค่ความเวิ้งว้างเอาไว้กับคนดูเท่านั้นแหละจ้า

สรุปแล้วถือว่าเป็นสุดยอดหนังสงครามระดับเทพ รอลุ้นให้เตรียมสเต็ปเท้าก้าวขึ้นรับรางวัลไปเลยจ้าาา ให้ 9/10 ไปเลย

TAG : รีวิวหนัง DunkirkDunkirkรีวิวหนัง