เปิดบทสัมภาษณ์ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้กำกับ 9 ศาสตรา สุดยอดภาพยนตร์แอนิเมชั่นฝีมือคนไทย

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม

เปิดบทสัมภาษณ์ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้กำกับ 9 ศาสตรา สุดยอดภาพยนตร์แอนิเมชั่นฝีมือคนไทย 



1. จุดเริ่มต้นของการสร้าง 9 ศาสตรา คืออะไร

จริงๆ จุดกำเนิดเนี่ย ต้องเท้าความเลยว่ามันคือความเชื่อ และมันคือศรัทธาของบริษัทเอ็กฟอร์แมท ฟิล์มส์ นะครับ สำหรับอย่างตัวเราเนี่ย เราคือผู้ผลิตใช่ไหมครับ คือมันจะผลิตไม่ได้ ถ้าไม่มีคนที่มีความเชื่อ และมีความฝันตรงนี้ แล้วก็เอาสิ่งนี้มาคุยกับเราว่า มาร่วมกันทำสิ่งนี้ไหม คืออย่างทีม Igloo เองเนี่ย เราจะเป็นทีมแอนิเมชั่นไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่สิ่งที่ในคนทั่วไปมักจะรับรู้ในคนของเราว่า เราเป็นสตูดิโอที่ค่อนข้างจะมีความครีเอทีฟเยอะ เรามีผลงานที่เหมือนกับได้รางวัลเยอะ แล้วก็เราเป็นสตูดิโอที่รักในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ แล้วทีนี้ทาง เอ็กฟอร์แมท ฟิล์มส์ เขามีความคิดที่ว่า เขาอยากทำแอนิเมชั่น และเป็นแอนิเมชั่น ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมวยไทย ซึ่งจริงๆ โดยส่วนตัวผมที่ได้ยินในตอนแรกรู้สึกว่ามันยากมากเลย เพราะว่ามวยไทย มันเป็นคอนเทนต์ที่ถูกเอามาเล่าเยอะ แล้วการเล่าเยอะของมวยไทยเนี่ย เราจะทำยังไงว่าทำให้คนดูรู้สึกดูไม่เล่าลึกเกินไป แล้วกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มเนี่ย เราอยากทำเรื่องนี้ให้เป็นหนังของทุกคนใช่ไหมครับ เราก็ไม่ได้อยากทำให้ผู้หญิง หรือว่าเด็กๆ หรือผู้ใหญ่คนดูเรื่องนี้ รู้สึกว่ามันมีแค่มวยไทยชกกัน แล้วก็เล่าในเชิงลึกของมวยไทย อันนี้มันก็เป็นโจทย์ที่ยากของเรา ที่ระหว่างทางเนี่ยเราก็ต้องคิด ต้องมีการโยนไอเดียประชุมกันกับทาง เอ็กฟอร์แมท ฟิล์มส์ ค่อนข้างเยอะเลย กว่าที่มันจะได้ออกมาแบบภาพปัจจุบัน คืออันนี้ต้องบอกเลยว่า มันเริ่มจากก้าวที่กล้ามากๆ นะฮะ ของทางเจ้าของภาพยนตร์ที่คิดจะทำครับผม

2. นอกจากเงินทุนกว่า 230 ล้านบาทที่ค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงพลังกำลังคน และแรงศรัทธาแล้วเนี่ย อะไรเป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเรื่อง 9 ศาสตรา ของคุณณัฐ

คือสำหรับตัวเลข 230 ล้านบาทนี้นะครับ เราอยู่ในวงการแอนิเมชั่นอยู่แล้ว แล้วเราทราบว่าตัวเลขการผลิตของต่างประเทศเนี่ยเป็นยังไง เราจะรู้เลยว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่สำหรับคนไทยนะ และคอนเทนต์ในไทยเนี่ยเป็นตัวเลขที่กล้าหาญมาก แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นใน 9 ศาสาตรา เนี่ย ผมพูดได้เลยว่า มันคือศูนย์รวมแรงใจของคนทำงานอ่ะ มันไม่ใช่เป็นการที่ใครจะมีเงิน แล้วทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ คือคนที่มาทำงานด้วยกันนะครับ ผมเชื่อว่า เขาไม่ได้ตั้งต้นว่าเราจะได้รับค่าจ้าง หรืออะไรแบบนี้เท่าไหร่ คือทุกคนที่ร่วมมือกัน จะเป็นคนไทยที่มีชื่อเสียงในวงการต่างประเทศ หรือว่ามีประสบการณ์ในการทำงานต่างประเทศ หรือว่าอาร์ทติสท์ไทยเก่งๆ อยู่แล้วเนี่ย ทุกคนรู้สึกอยากให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เพราะถ้าสิ่งนี้ออกมาแล้วมันสำเร็จ มันอาจจะเป็นก้าวต่อไปของวงการแอนิเมชั่นไทยที่อาจจะออกสู่เวทีโลกสากลได้ เพราะฉนั้นผมว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนการทำงานของทุกคน คนที่อยู่เบื้องหลังของทุกคน มันคือแรงศรัทธาจริงๆ มันคือมิตรภาพ และแรงศรัทธาจริงๆ นะครับ ของโปรเจคนี้ ตลอด 4 ปีครับ

3. แล้วอะไรที่เป็นความท้าทาย ความยากของ 9 ศาสตรา บ้าง

ถ้าความท้าทายในของผม และทีม Igloo นะครับ ในฐานะที่เราต้องบริหารโปรเจคนี้กับทีม เอ็กฟอร์แมท ซึ่งนอกจากทีมงานเราแล้ว เราก็ต้องไปบริหารทีมงานที่เป็นพาร์ทเนอร์ เป็นเอาท์ซอร์ซอื่นๆ คือความยากของโปรเจคนี้คือ เราต้องการสร้างแอนิเมชั่นสัญชาติไทย คือมันมีสไตล์แบบไทยแท้ๆ ทำยังไงให้ทุกคนที่ทำงาน ที่มีสไตล์ไม่เหมือนกัน แต่มองเห็นสิ่งเดียวกัน แล้วทำภาพสุดท้ายที่ดูเป็นภาพยนตร์แล้วเนี่ย ให้มันดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ยากมากๆ แล้วก็ความท้าทายอีกหนึ่งอย่างคือว่า หลังๆ จากที่เราลุยมาตลอดทาง เราได้รับฟังมาจากหลายๆ สื่อ คือบัดเจทมันขึ้นตลอดเวลา เพราะว่าส่วนหนึ่งเลยเราทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และอีกสิ่งหนึ่งเลยถ้าเรามองออกไปเวทีโลก ถ้าเราเพิ่มอีกนิดเนี่ย มันอาจจะมีโอกาสมากขึ้นอีก เพราะฉนั้นเนี่ยการที่เราเพิ่มควอลิตี้มันก็ตามมาด้วยเวลาและบัดเจท คือเราก็เลยรู้สึกว่า เนี่ยมันคือความท้าทาย ทั้งเวลา ทั้ง บัดเจท ที่เริ่ม ถึงจุดหนึ่งที่ทำงานเราต้องหยุดแล้ว เราต้องหยุดว่าเราจะคงบัดเจทตรงนี้เท่าไหร่ และเวลาเสร็จในเท่าไหร่ เพราะเวลามันเกี่ยวพันธ์กับเรื่องการขาย เราไม่ได้ทำเพื่อใจรักอย่างเดียว เราจะเดินก้าวต่อไปหลังจากนี้ เราต้องได้อะไรคืนมาก่อน เพราะฉนั้นเราต้องคิดอย่างละเอียดว่าเราคุมจะว่างแผนโปรดักชั่นทั้งหมดนี้อย่างไร เพื่อให้มันเสร็จตามเวลาจริงๆ

4. รู้สึกท้อ และกดดันบ้างไหม

กดดันครับ แต่ไม่ท้อ คือตัวงานเราเนี่ยจะท้อไม่ได้ เราเป็นคนที่คุมโปรดักชั่นทั้งหมด แล้วคือโปรเจคนี้เราจะอ่อนแอไม่ได้ แม้เราจะป่วย เราจะเข้าโรงพยาบาลน้องก็ต้องไม่รู้ ทุกอย่างต้องออกมาสู้ และลุยต่อ คือทั้ง เอ็กฟอร์แมท และทางเราเนี่ยเห็นสิ่งเดียวกัน เราจึงจะไม่โอนอ่อนให้กับสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ ต้องแก้จนกว่าจะใช่ คือแลกกับทุกๆ อย่าง มันต้องสู้อ่ะ คือแบบไปประเทศนี้ เขาจะคอมเมนต์ตบคว่ำกลับมาก็ต้องลุกขึ้นยืนใหม่ งั้นเราจะแก้กันแบบไหน อะไรแบบนี้ครับ

5. ความเป็นไทยมีหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะวัฒนธรรม หรืออาหาร ทำไมถึงหยิบ มวยไทย มานำเสนอ

คืออันนี้ต้องอกว่ามันเป็นสิ่งที่ เอ็กฟอร์แมท เขาเชื่อ แล้วทีนี้จากการที่เราต้องมาทำ และเรารีเสิร์ช มีการโยนไอเดียร์กันไปมา เราเลยรู้ว่าถ้าเราจะออกไปเวทีโลก สิ่งที่ต่างชาติเขาอาจจะสนใจเนี่ย ก็คือรากเง้าของเรา มันคือความแตกต่าง แต่มันต้องเป็นความแตกต่างที่มีความเป็นสากล เพราะฉนั้นแสดงว่าคอนเทนต์นี้มันต้องมีความเอนเตอร์เทนเมนต์สูง ต้องมีความที่ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน ดูแล้วรู้สึกว่ามันเก็ทดูง่าย  แต่มันต้องมีอะไรที่ทำให้เขาดูแล้วเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าไม่เคยเห็น มันดูไทย ทุกอย่างที่ปรากฎในภาพยนตร์เนี่ย เราเลือกมาด้วยความระมัดระวัง เราเลือกสถานที่ เราเลือกออกแบบตึกรางบ้านช่องลักษณะลายไทยเนี่ย เราต้องทำในลักษณะที่คนไทยเองไม่เคยเห็น เป็นลวดลาย เป็นศิลปะความเป็นไทยที่ถูกตีความแบบใหม่ เพราะในเรื่องมันคือดินแดน รามเทศ ไม่ใช่ไทย เพราะฉนั้นเนี่ยก่อนที่มันจะออกไปต่างประเทศ เราต้องให้คนไทยดูแล้วรู้สึกว่ามันจัดจ้าน ดีไซน์มันเท่นะ มันสวยมากนะ เรื่องนี้มันมีความเป็นไทยที่เท่มากๆ เราอยากให้คนไทยรู้สึกตรงนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเนี่ย ต่างประเทศก็รับรู้ตรงนี้ต่อไปอีก

6. ทำไมถึงเอามวยไทยมารวมกับตัวละครวรรณคดี

จุดนี้มีหลายคนถามเข้ามาเยอะมาก คือมวยไทย หลายคนก็บอกว่ามันเกร่อ วัฒนธรรมไทยก็เกร่อ ยักษ์กับลิงก็เกร่อ แต่ผมรู้สึกว่าความเจ๋งของทีมเรา คือจับเอาสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเกร่อ มาถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกว่ามันเท่ได้ อันนี้พูดอวยทีมงานนะ ไม่ได้อวยตัวเอง คือผมรู้สึกว่าสิ่งพวกนี้มันผูกพันธ์กับความเป็นไทย แล้วถ้าเรามองย้อนไปในวรรณคดีไทยเนี่ย ทั้งยักษ์ ทั้งลิง ก็มีส่วนสำคัญ แถมอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังด้วย แต่ทีนี้เนี่ย เราจะหยิบยกสิ่งนี้มาอยู่ในภาพยนตร์เรายังไง เราจะเอายักษ์มาตีความยังไงให้มีชีวิตจิตใจ เราจะเอาลิงมายังไงให้มันคนละภาพกับสิ่งที่พวกเขาเคยเห็น มันต้องมีสิ่งที่ทำให้คนดูอ่ะ ย่อยง่าย และเชื่อมโยง แต่ว่ามันก็ต้องถูกตีความใหม่ด้วย เขารู้สึกสิ่งนี้ง่าย แต่มันก็ต้องมีอะไรเจ๋งๆ ด้วย

อย่างหนึ่งในตัวเอกของเราคือ วาตะ ซึ่งดูในตัวอย่างน่าจะเห็น คือลิงเนี่ยตามวรรรคดีไทยอย่าง รามเกียรติ์ ตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์ เวลาสำแดงเดช มันก็จะมีจำนวนหน้าหลายหน้า มีแขนหลายแขน ส่วนในเรื่องของเราเนี่ย  มนุษย์ก็จะมีศาสตราวุธที่เป็นอาวุธวิเศษของมนุษย์ ฝั่ง ลิง ก็จะมีเกราะแขน ซึ่งเวลาใช้สำแดงอานุภาพสูงสุดกลายเป็นเพิ่มแขน ซึ่งตรงนี้เราก็อยากให้มันเชื่อมโยงกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว

7. ก่อนหน้าที่ 9 ศาสตรา จะเข้าฉาย คนดูในบ้านเรายังมองแอนิเมชั่นว่าคือการ์ตูนทั่วๆ ไป ซึ่งมันฟ้องด้วยรายได้ที่ไม่เข้าเป้า พี่ณัฐคิดกับประเด็นนี้อย่างไรคะ

ก็ถ้าเราพูดในแง่ของภาพยนตร์แอนิเมชั่นนะ เรื่อง 9 ศาสตรา หนึ่งในสิ่งที่ทีมงานทุกคนจะรับรู้คือว่า ขอเท้าความในเรื่องอาร์ตไดเรกชั่นนิดนึง ตัวละครต่างๆ มันจะมีเส้น ซึ่งเราจะรู้สึกว่า ทำไมใส่เส้นอะไรก็ไม่รู้แปลกๆ แข็งๆ เหมือนอย่างหน้าพระเอกของเรา ซึ่งจริงๆ มันคือความตั้งใจ ที่เรารู้ว่าถ้าเราจะทำหนังแอนิเมชั่น แล้วเอาเทคโนโลยีไปแข่งกับต่างประเทศ ยังไงเนี่ย เราก็จะสู้เขาไม่ได้ เรารู้อยู่แล้ว แต่ทีนี้เราจะสู้ในแบบของเรา เราจะสู้ยังไงกับเขา สิ่งที่เราคิดมาก่อนก็คือเราจะทำสิ่งนี้ให้มันสไตล์ไลฟ์มากๆ มันต้องมีความเปรี้ยว มันต้องมีความอาร์ทที่มันแรงๆ แปลว่า 9 ศาสตรา เนี่ย มันไม่ใช่โปรเจคที่ไปแข่งกับคนอื่นเขา แต่เราแข่งในความเป็นตัวเราเอง เราแข่งในความชัดเจนของอาร์ตไดเรกชั่นของเราเอง เวลาออกไปอยู่เวทีโลกแล้วเนี่ย หนังเรื่องนี้ต้องสนุกในความเป็นภาพยนตร์ มันต้องไม่ใช่แอนิเมชั่นที่เมื่อผ่านไปหลายๆ ปี แล้วเรากลับมาดูรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ล้าสมัยมาก คือเราอยากให้คนดูหยิบมาดูเมื่อไหร่ก็ตามรู้สึกสนุก เพราะทางทีมงานทุกคนเรามองว่า 9 ศาสตรา มันไม่ใช่การ์ตูน แล้วก็ไม่คิดว่ามันคือแอนิเมชั่นด้วย เราคิดว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์สูง คือจุดตั้งต้นที่เราทำ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะเห็นว่าการขยับเคลื่อนไหว ที่มันค่อนข้างเรียล มันจะไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวอะไรที่มันเว่อร์เกินจริง เพราะว่ามวยไทยเนี่ย เวลาที่เราดูมันต้องมีการสู้กัน มันต้องอิมแพค คนดูหนังเรื่องนี้ต้องรู้สึกว่าเหมือนเราไปเวทีมวย ไปนั่งเชียร์อยู่ข้างเวที มันต้องมันส์ ดูแล้วมันต้องรู้สึกอยากส่งเสียงเชียร์ มันต้องลุ้น อันนี้คือฟีลที่เราอยากให้เป็น เราเลยกลับมามองที่เการเคลื่อนไหวของตัวละคร คือลักษณะการวางกล้อง ที่เหมือนกับการถ่ายภาพยนตร์จริง ถ้าคนจริงถ่ายแล้ววางกล้องแบบไหน เราก็จะวางแบบนั้น ซึ่งจะทำให้คนดูรู้สึกถึงความเรียลด้วยสิ่งต่างๆ ที่เราบอกไม่ถูก พอดูแล้วเนี่ย เวลามันมีแอคชั่นอะไร มันก็จะอินตาม เราไม่เคยมองว่าเป้นแอนิเมชั่น แต่เรามองว่ามันเป็นหนังแอคชั่นที่สนุก มันคือหนังผจญภัยที่มีความเป็นแฟนตาซีจัดๆ มันคือสิ่งที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้น

8. แต่หลังจากที่ 9 ศาสตราเข้าฉาย กระแสปากต่อปากในหมู่คนดู หรือกระแสในโซเชียล พร้อมใจกันพูดถึงแอนิเมชั่นเรื่องนี้ในแง่ดี เปิดตัวด้วยรายได้สัปดาห์แรก 20.19 ล้านบาท ซึ่งมีรายได้ที่เริ่มโอเคแล้วตอนนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง

คืออันนี้เราดีใจมาก อย่างในเฟซบุ๊คส่วนตัวของผม เราก็จะเห็นเลยว่า มันเหมือนกับจะมีคนที่ไปดู แล้วก็ไปดูซ้ำรอบที่ 2 รอบที่ 3 ตอนนี้ที่เห็นมากสุดเลยคือ 4 รอบ แล้วไม่ใช่เพื่อนเราโดยตรงด้วยนะ แต่เพื่อนเรามาแท็กบอกเรา เพราะเห็นว่าเขาไปดูถึง 3-4 รอบ คือดีใจมากนะ ที่นี้ที่เราอยากให้เกิดขึ้นเนี่ยคือ กระแสปากต่อปาก ซึ่งสำคัญมาก ผมว่าคนไทยเนี่ยอาจจะเชื่อยาก เมื่อคนมาพูดว่าแอนิเมชั่นไทยมันดี เราจึงเชื่อว่ากระแสปากต่อปากเนี่ย จะทำให้คนไทยหันมาดูกันจริงๆ ซึ่งมันก็เหมือนกันโปรเจคของเราเนี่ยทำรายได้ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ดีใจมากที่มันเกิดขึ้น

9. มีข่าวว่า 9 ศาสตราเปิดตลาดที่เมืองจีนแล้ว อยากจะถามว่าตอนที่ทำนี่มองในมุมมองของคนไทยมอง หรือมองในมุมมองสากล

ถ้าในตอนที่ทำเนี่ย เรามองในมุมมองที่เป็นสากลอยู่แล้ว เลยเป็นที่มาของการเขียนบท หรือการวางแผนที่เหมือนสากลเขาน่าจะย่อยง่าย และให้ความสนใจ ทีนี้อย่างโอกาสที่ไปเปิดเข้าสู่ประเทสจีนเนี่ย อันนี้เป็นโอกาสที่ผมคิดว่า ทุกประเทศที่สร้างคอนเทนต์เนี่ยอยากจะเข้า อย่างฮอลลีวูดเนี่ย เราจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้จะต้องมีคนจีน หรือโลเคชั่นในจีนอะไรแบบนี้ แต่อย่าง 9 ศาสตรา เนี่ยเราคิดว่ามันใช่ และมันเนียน เพราะว่าคนจีนเนี่ยเข้ามามีส่วนผูกพันธ์ในวัฒนธรรม และสังคมไทย คือเราเลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วมันมีความใกล้เคียงในการสังคมไทย และจีน การที่เราผูกพันธ์กันเป็นเวลานาน เพราะฉนั้นสิ่งที่เราควรทำคอนเทนต์เนี่ย เราก็จะทำให้มันแนบเนียนที่สุด ซึ่งอย่าง เสี่ยวหลาน เราก็มีการคิดวางคาแรคเตอร์ไว้ตั้งแต่ตอนต้น แล้วมันก็ดูกลมกลืน แต่ว่า เสี่ยวหลาน ตามเนื้อเรื่องเนี่ยจะเป็นลูกครึ่งนะ ไทย-จีน เพราะฉนั้นเนี่ยตอนนางเอกพลางตัวก็จะปล่อยผมแบบจีน เวลาที่รวบผมเนี่ยก็จะมีการไถข้าง ซึ่งเราก็ตั้งใจคิด คือทุกคนจะมีแบล็คกราวน์เป็นของตัวเอง แต่ละตัวจะมีที่มาที่ไปทำไมแต่งตัวแบบนี้ ทำไมถึงไว้ผมทรงนี้

10. สุดท้ายอยากให้ คุณณัฐ ฝากภาพยนตร์แอนิเมชั่น 9 ศาสตรา กับคนดูสักหน่อยค่ะ

คือภาพยนตร์เรื่องนี้มันเป็นที่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่า มันเป็นความร่วมมือกัน อยากจะให้โอกาสในฐานะภาพยนตร์ มันไม่ใช่แอนิเมชั่น มันไม่ใช่การ์ตูน แต่มันคือภาพยนตร์ที่มีความบันเทิงที่อัดแน่นอย่างเต็มที่ อยากให้ทุกคนลองเปิดโอกาส ซึ่งเชื่อว่าทุกคนจะได้อะไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกฉากแอคชั่นซีน ความน่าจดจำ เข้าไปพิสูจน์ด้วยตัวเองครับ

BUGABOO MOVIE 

สัมภาษณ์ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้กำกับ 9 ศาสตรา สุดยอดภาพยนตร์แอนิเมชั่นฝีมือคนไทย









9 ศาสตรา

TAG : เปิดบทสัมภาษณ์ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้กำกับ 9 ศาสตรา สุดยอดภาพยนตร์แอนิเมชั่นฝีมือคนไทยณัฐ ยศวัฒนานนท์ ผู้กำกับ 9 ศาสตรา9 ศาสตรา