ข่าวในหมวด ข่าว 7 สี

ตีตรงจุด : สำรวจสถานการณ์การศึกษาใน กทม.

เจาะประเด็นข่าว 7HD - ตีตรงจุด วันนี้ ยังปักหลักที่ปัญหาในพื้นที่ กทม. เพื่อส่งต่อปัญหาไปถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้พิจารณาแก้ไข วันนี้เป็นเรื่องอะไร ไปติดตามกับคุณกาย สวิตต์

เยาวชน คือ อนาคตของชาติ การศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตเยาวชน นี่เป็นวาระแห่งชาติมายาวนาน เพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด

สำหรับ กทม. มีแผนพัฒนาการศึกษาฉบับล่าสุด พ.ศ.2564-2569 กำหนด 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ พัฒนาผู้เรียนตามอัตลักษณ์แห่งมหานคร ยกระดับประสิทธิภาพจัดการศึกษาตอบสนองความต้องการของนักเรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง พัฒนาประสิทธิภาพการจัดการดิจิทัลเพื่อการศึกษา และพัฒนาทุนมนุษย์และบริหารจัดการองค์การสมรรถนะสูง

และนโยบายสำคัญด้านการศึกษาที่ กทม. ดำเนินการอยู่ คือ โครงการโรงเรียนสองภาษา แบ่งเป็น 2 หลักสูตร คือ ไทย-อังกฤษ จำนวน 64 โรงเรียน และหลักสูตรไทย-จีน 14 โรงเรียน รวมมีโรงเรียนสองภาษาทั้งหมด 78 โรงเรียน ขณะที่ กทม. มีโรงเรียนในสังกัดทั้งสิ้น 437 โรงเรียน 

แต่ความภูมิใจของ กทม. ในเรื่องนี้กลับถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ตรวจสอบพบว่า ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562-2563 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย และไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด "หลักสูตรไทย-อังกฤษ ปี 62-63 ต่ำกว่าเป้าหมายเชิงปริมาณที่กำหนด เฉพาะปี 62 มีโรงเรียนที่เข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 18 แห่ง และปี 63 เข้าร่วมเพียง 1 แห่ง"

จากการสุ่มตรวจ 11 โรงเรียน ส่วนใหญ่ไม่มีการทดสอบผลสำเร็จทักษะภาษาอังกฤษตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มี 8 โรงเรียน ที่มีแผนต้องทดสอบ แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลผลการทดสอบที่ใช้แบบทดสอบมาตรฐานจากสถาบัน ซึ่งได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ ของผู้เรียนประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนอีก 3 โรงเรียน จัดการเรียนการสอนไม่ถึงระดับที่ต้องทดสอบ

อย่างไรก็ตาม สำนักการศึกษาได้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้โดยการทดสอบด้วยแบบทดสอบกลางทุกระดับชั้น ตามหลักเกณฑ์การประเมินของโครงการโรงเรียนสองภาษา นอกจากนี้ ยังมีปัญหาครูต่างชาติไม่เพียงพอ ขาดแคลนครูที่จบวุฒิการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ด้วย

อุปสรรคสำคัญด้านการศึกษาในพื้นที่ กทม. คือ สถานการณ์โรคระบาดที่ติดต่อยาวนาน จนทำให้เด็ก ๆ ต้องเรียนแบบออนไลน์ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และเตรียมจะได้กลับมาเรียนแบบปกติในภาคเรียนนี้ ซึ่งจะเปิดเทอมในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ และจากการตรวจสอบของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า ผลจากการเรียนออนไลน์กระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจนถึงประถมศึกษาตอนปลายมากที่สุด

การไม่ได้เรียนในระบบนาน ๆ เป็นเหตุให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการพบว่า มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาถึงกว่า 2.3 แสนคน ตามกลับมาเรียนแล้วกว่า 1.2 แสนคน เท่ากับว่ายังมีเด็กหลุดจากระบบไปมากกว่า 1.1 แสนคน เลยทีเดียว

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ต้องให้ความสำคัญ ทั้งคุณภาพการศึกษาและการดูแลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาน้อยที่สุด

ติดตามทุกความเคลื่อนไหว เลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ : www.ch7.com/bangkokelection

ดูเพิ่มเติมแสดงน้อยลง Bookmark