ภารกิจของ ลิเวอร์พูล ยังไม่จบ กับก้าวต่อไปที่หนักหนากว่าเดิม?

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม


ในที่สุดการรอคอยยาวนานกว่า 30 ปี ของบรรดา เดอะ ค็อป ก็สิ้นสุดลง หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวของ สจ๊วต แอตเวลล์ ในเกมที่ เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ 2-1 และปิดโอกาสอันริบหรี่ของ ทีมเรือใบสีฟ้า ในฤดูกาลนี้ลงอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งส่งให้ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทั้งๆ ที่ยังเหลือโปรแกรมเตะอีกถึง 7 นัด เรียกได้ว่าเป็นการการันตีแชมป์ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลของประเทศอังกฤษเลยทีเดียว

แต่จากผลงานที่ผ่านมาในฤดูกาลนี้ของ ลิเวอร์พูล ก็ไม่เชื่อเรื่องแปลกใจสำหรับสถิติดังกล่าว เมื่อสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 28 นัด จากการลงสนามทั้งหมด 31 นัด เป็นทีมที่มีประตูได้-เสีย ดีที่สุดในลีก เมื่อบวกถึง 49 ประตู และทำแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 ไปไกถึง 23 คะแนนแล้ว ซึ่งผลงานทั้งหมดก็มาจากการวางแผนอันแยบยลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เรียกกันว่า เกเก้นเพรสซิ่ง ที่เน้นการวิ่งไล่กดดันแย่งบอลจากคู่แข่งและโจมตีอย่างรวดเร็ว แม้ในอดีตจะมีกูรู หรือผู้จัดการทีมหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเล่นสไตล์นี้ของ คล็อปป์ ว่ามันอาจส่งผลเสียต่อทีมในช่วงท้ายฤดูกาล ที่นักเตะจะเกิดอาการอ่อนล้าจากการทำงานหนักจนเกินไปในแต่ละเกม แต่ คล็อปป์ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าลูกทีมของเขา ทำได้

แต่อย่างที่มีคนเคยกล่าวไว้เสมอว่า การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การรักษาแชมป์ยากยิ่งกว่า ดูได้จากผลงานในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้ ที่พลาดท่าให้กับ แอตเลติโก มาดริด ทั้งไปและกลับจนตกรอบไปแบบพลิกความคาดหมายสุดๆ ซึ่ง พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า จะเป็นปีที่ตื่นเต้นกว่าปีไหนๆ เพราะ ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เก่า จะต้องพบกับคู่แข่งอีก 19 ทีม ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการล้มพวกเขาให้ได้


ทีมอย่าง แมนฯ ซิตี้ ที่มีปัญหาในแผงหลังกับการที่บางนัดถึงขั้นต้องจับ ไคล์ วอร์คเกอร์ หุบเข้าไปเล่นเซ็นเตอร์ หรือถอย แฟร์นันดินโญ่ มายืนเป็นตัวหลักในแดนหลัง ทำให้ผลงานในฤดูกาลนี้รวนไปหมด ทีมอย่าง เชลซี ที่นักเตะดาวรุ่งของพวกเขากำลังโตวัน โตคืน ภายใต้การดูแลของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้เล่นอย่าง ฟิยาโก้ โทโมริ, เมสัน เม้าท์ และ แทมมี่ อับราฮัม จะก้าวมาเป็นผู้เล่นแกนหลักของทีม รวมกับนักเตะใหม่อย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ  ฮาคิม ซีเย็ค ในฤดูกาลหน้า ยังรวมไปถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เริ่มมาจูนเครื่องติดในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล เมื่อได้ตัว บรูโน่ แฟร์นันด์ส มาร่วมทีม จนไม่แพ้ใครมา 13 นัดติดต่อกัน ก็ยังคงมีความน่ากลัวและสร้างปัญหาให้ ลิเวอร์พูล ได้อยู่เสมอ และยังมีอีกสองทีมยักษ์หลับจากกรุงลอนดอน อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ของ โชเซ่ มูรินโญ่ และ อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า ที่ปีหน้าพวกเขาจะอยู่ในสภาพที่พร้อมรบมากกว่านี้อย่างแน่นอน

ดังนั้นงานหลักจะตกไปอยู่ที่การเตรียมทีมนับจากวันนี้ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับภารกิจใหม่ในการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้า และก้าวขึ้นไปทาบสถิติคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัย ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยทำไว้ให้ได้ เริ่มจากการเคลียร์ผู้เล่นที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปก่อน โดย คล็อปป์ ได้เริ่มงานของเขาแล้ว เมื่อปล่อยตัว นาธาเนียล ไคลน์ แบ็คขวาที่อยู่กับทีมมา 5 ปี ออกจากทีมไป และผู้เล่นอย่าง เซอร์ดาน ชากิรี่, เดยัน ลอฟเรน, อดัม ลัลลาน่า, ลอริส คาริอุส หรือแม้กระทั่ง ดิว็อค โอริกี้ อาจจะถูกขายออกไปเพื่อเปิดทางให้ คล็อปป์ ได้เติมความสดใหม่ให้กับทีม

และยังไม่นับรวมการที่บรรดายักษ์ใหญ่ทั่วทั้งทวีปยุโรป ต่างเข้ามารุมทึ้งลูกทีมของเขา ชื่อของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ หรือแม้แต่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ตกเป็นข่าวตามหน้าสื่อไม่เว้นแต่ละวัน กับทีมใหญ่ๆ อย่าง เรอัล มาดริด, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า หรือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ต้อรองดูใจของผู้บริหารของ ลิเวอร์พูล ด้วยว่าจะมีข้อเสนออะไรรั้งนักเตะบิ๊กเนมให้อยู่กับทีมต่อไป และจะฝืนใจปฏิเสธเงินก้อนโตที่ยั่วยวนเหล่านั้นได้หรือไม่


โดยชื่อที่กำลังตกเป็นข่าว จะเข้ามาอยู่ในชายคาแอนฟิลด์ตอนนี้ ก็มีมากมายและคิดว่า ลิเวอร์พูล จะต้องเสริมทีมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ติอาโก อัลคันทาร่า และ ดาบิด อลาบา จากบาเยิร์น มิวนิค, รูเบน เนเวส และ อดาม่า ตราโอเล่ สองดูโอ้ของ วูล์ฟแฮมตัน, อุสมาน เดมเบเล่ แนวรุกของ บาร์เซโลน่า รวมไปถึง มานูเอล อาคานจี กองหลังจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วย

ซึ่งสาเหตุที่รายชื่อออกมาค่อนข้างมาก ก็เพราะเมื่อรวมจากผู้เล่นที่ปล่อยออกไป และโปรแกรมการแข่งขันในฤูดูกาลหน้าที่เข้มข้นขึ้น เมื่อจะมีโปรแกรมการแข่งขัน หลายรายการที่เลื่อนออกไป รวมถึงโปรแกรมลีก ที่อาจจะมีเวลาพักน้อยลง เพราะเปิดลีกได้ช้ากว่าปกติ แถมในช่วงเดือนมกราคม จนถึงเดือน กุมภาพันธ์ นักเตะในทีมลิเวอร์พูล หลายคนอาจต้องเดินทางไปรับใช้ชาติ ในการแข่งขัน แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ซึ่งยังไม่มีประกาศว่าจะเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด ทำให้ คล็อปป์ ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้กับทีมได้มากที่สุด เมื่อต้องขาดกำลังสำคัญไปหลายคนในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็น ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, นาบี เกอิต้า รวมไปถึง โจเอล มาติป อีกด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็จะเป็นเรื่องราวบทใหม่ที่น่าติดตามของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่านักเตะชุดนี้ คือ กลุ่มคนที่จะพา ลิเวอร์พูล กลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองที่ใครหลายคน ทำนายว่าจะครองความยิ่งใหญ่ไปอีกนานแสนนาน หรือการเป็นแชมป์ครั้งนี้ของ ลิเวอร์พูล จะเปรียบเสมือนพลุไฟที่สว่างวาบขึ้นมาเพียชั่วคราวและก็ดับหายไป

TAG : ลิเวอร์พูลพรีเมียร์ลีก