เปิดมาตรการสำคัญรับ “เปิดเทอม” 5 เรื่องควรรู้ก่อนไปเรียน 1 ก.ค.2563

ดู ครั้ง

แสดงเพิ่มเติม

 

หลังจากการผ่อนปรนระยะต่างๆในไทยเริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะการผ่อนปรนระยะที่ 4 ที่สามารถใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนประเภทนานาชาติ และโรงเรียนกวดวิชา ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ส่งผลให้โรงเรียนทั่วประเทศมีกำหนดการเปิดเทอมหรือเปิดภาคเรียน ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยสามารถทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ตามปกติ

การเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแคมเปญ “โรงเรียนสุขภาพดี นักเรียนมีความสุข (Back to Healthy School)” ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การเรียนของนักเรียนได้รับทั้งความรู้ และความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหลักการที่สำคัญของมาตรการเปิดเทอมจากกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ ทางทีม ได้รวบรวม 5 ประเด็นที่ควรรู้ก่อนการเปิดเทอมในยุคความปกติใหม่

1.ภาคเรียนใหม่ปีการศึกษา 2563

การเลื่อนเปิดเทอมหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ในครั้งนี้ ภาคเรียนที่ 1/2563 เริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม – 14 พฤศจิกายน 2563 สำหรับ ภาคเรียนที่ 2 จะเริ่มในวันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 10 เมษายน 2564

2.โรงเรียนปรับตัวให้มีความพร้อม

สำหรับแนวปฏิบัติของสถานศึกษาระหว่างเปิดภาคเรียนนั้น ในขณะนี้จะต้องมีการคัดกรองสุขภาพจากจุดรับ - ส่งของนักเรียนให้ชัดเจน จัดสถานที่ล้างมือหรือแอลกฮอลล์เจลในหลากหลายจุด เว้นระยะห่างในห้องเรียน โดยจะต้องเว้นระยะห่างกันไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร และต้องปรับปรุงพื้นที่อื่น ๆ ในโรงเรียน อาทิ โรงอาหารที่ต้องเว้นระยะห่างบุคคลไม่ต่ำกว่า 2 เมตร และต้องมีการทำความสะอาดบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องสุขาและจุดสัมผัสต่าง ๆ ด้านคุณครูและนักเรียนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ที่สำคัญ ต้องงดการทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความแออัด

3.เวลาเรียนเป็นอย่างไร

แน่นอนการเว้นระยะห่างภายในห้องเรียนหลังจากเปิดภาคเรียนในครั้งนี้จะทำให้ปริมาณหรือจำนวนนักเรียนต้องลดลง โดยสถานศึกษาที่เปิดเทอมในวันที่ 1 ก.ค.นี้ กว่า 31,000 โรงเรียนไม่ต้องสลับวันมาเรียน เนื่องจากมีนักเรียนที่มีจำนวนไม่มากพอ ทำให้การจัดการเรื่องงสลับกันเข้าเรียนสามารถทำได้ง่าย แต่ทว่ายังมีอีกกว่า 4,500 โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเยอะ ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบปกติ จึงต้องสลับวันมาเรียน

ซึ่งทาง ศธ.ได้วางรูปแบบการเรียนการสอนสำหรับ 4,500 โรงเรียนดังกล่าว ทั้งเรียนออนแอร์และออนไลน์ที่บ้าน ซึ่งแต่ละสถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสม เช่น  การสลับวัน/เวลาเรียน โดยอาจจะสลับวันคี่คู่ สลับเช้าบ่าย สลับวันเว้นวัน หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ (เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน) เป็นต้น ทั้งนี้ในส่วนของการพักทานอาหารกลางวันให้ผลัดทานเป็นกลุ่มๆ 3 – 4 กลุ่ม โดยแบ่งจำแนกเป็นเวลา 30 นาที/กลุ่ม

4.การสอบจะดำเนินการอย่างไร

หลังจากทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ การสอบวัดผลเป็นอีกโจทย์ที่น่าสนใจ ซึ่งทาง ศธ.อยู่ระหว่างการหารือว่า ต้องสอบหรือไม่ กรณีหากไม่สอบอาจมีการปรับตัวชี้วัดให้เข้ากับเกณฑ์ที่สามารถสอนได้ในปีการศึกษานี้  เพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยและได้รับการประเมินผลการเรียนอย่างยุติธรรม

5.เรียน ควบคู่ ความปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่สุดของการเปิดเทอมในยุคความปกติใหม่ องค์ความรู้ด้านมาตรความปลอดภัยมีความสำคัญอย่างมาก ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ออกคู่มือการปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการป้องกันไว้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ไว้ ซึ่งทุกคนสามารถดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ศึกษา

การเปิดเทอมในวันที่ 1 ก.ค.ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่สำคัญของไทยในเรื่องของการจัดการด้านสาธารณสุข เพราะสถานศึกษาจะมีการรวมตัวที่มากขึ้น แต่ถ้าหากทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็น คณะอาจารย์ ผู้ปกครองและนักเรียน ปกิบัติตามกฎอย่างมีความรับผิดชอบ น่าติดตามไม่น้อยว่าผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเป็นกรณีศึกษาให้กับชาติต่างๆในอาเซียนได้นำไปปรับใช้ต่อไป


BUGABOO NEWS

ขอบคุณ ภาพจาก CH7HD และ  Pixabay:Wokandapix

TAG : เปิดภาคเรียนเปิดเทอม 1 ก.ค.เปิดเทอมกระทรวงศึกษาธิการวันเปิดเทอม